คดีแรกที่ยืนยันได้ เมื่อ 21 สิงหาคม 2024 รวมสามความผิดเข้าด้วยกัน ผู้ค้าปลีกออนไลน์เอกชนรายหนึ่งถูกปรับรวม THB 7,000,000 จากการไม่มี DPO ทั้งที่ถือข้อมูลลูกค้ากว่า 100,000 คน (มาตรา 41 ผ่านมาตรา 82 ปรับสูงสุด THB 1,000,000) มาตรการความปลอดภัยไม่เพียงพอจนถูกกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงนำข้อมูลลูกค้าไปใช้ (มาตรา 37(1) ผ่านมาตรา 83 ปรับสูงสุด THB 3,000,000) และไม่แจ้งเหตุรั่วไหลต่อ สคส. ภายในเวลาที่กำหนด (มาตรา 37 ผ่านมาตรา 83 ปรับสูงสุด THB 3,000,000 เช่นกัน)
ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2025 รายงานของสำนักงานกฎหมายฉบับหนึ่งระบุว่ามีคดีเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 คดีในการประกาศครั้งเดียว รวมประมาณ THB 14.5 ล้านในรอบนั้น ทำให้ยอดค่าปรับรวมของ สคส. ตั้งแต่เริ่มบังคับใช้เกินกว่า THB 21 ล้าน คดีที่มีชื่อระบุ ได้แก่ หน่วยงานรัฐและผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ หลังข้อมูลรั่วไหลประมาณ 200,000 รายการจากมาตรการความปลอดภัยที่อ่อนแอและไม่มีสัญญาประมวลผลข้อมูล โรงพยาบาลเอกชนและผู้รับจ้างภายนอก จากการจัดการเวชระเบียนผิดพลาดและแจ้งเหตุล่าช้า บริษัทเครื่องสำอางถูกปรับ THB 2.5 ล้านจากข้อมูลรั่วไหลที่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้ และบริษัทของเล่นกับผู้ประมวลผลข้อมูลถูกปรับรวมกัน THB 3.5 ล้าน จากระบบจองที่รั่วไหลข้อมูลประมาณ 200,000 รายการ ตัวเลขที่ต่ำกว่า 1 ล้านในรอบนี้เป็นตัวเลขประมาณจากรายงานสรุป ยังไม่ได้ยืนยันกับคำวินิจฉัยฉบับเต็มของ สคส. เอง
รูปแบบที่พบในทุกคดีที่ยืนยันได้เหมือนกันหมด คือข้อมูลรั่วไหลจริงที่ก่อความเสียหายจริง ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการหลอกลวงหรือฉ้อโกง ประกอบกับการไม่มี DPO การแจ้งเหตุล่าช้าหรือไม่แจ้ง หรือมาตรการความปลอดภัยที่อ่อนแอ ไม่มีคดีใดในงานวิจัยของเราที่เป็นการปรับเพียงเพราะข้อความบนคุกกี้แบนเนอร์หรือรูปแบบประกาศความเป็นส่วนตัวโดยไม่มีข้อมูลรั่วไหลจริงเกิดขึ้น ความเสี่ยงจริงจึงอยู่ที่ความปลอดภัย การมี DPO และการแจ้งเหตุ ไม่ใช่ข้อความบนแบนเนอร์